ยาซูโอะ คูนิโยชิ (Yasuo Kuniyoshi) :

กระบวนการคิดสร้างสรรค์มองจากตะวันออกสู่ตะวันตก


        ยาซูโอะ คูนิโยชิ เป็นศิลปินอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ที่คนไทยไม่สู้จะรู้จักนัก แต่เขาเป็นทั้งช่างภาพ จิตรกรและภาพพิมพ์ที่มีชื่อเสียงในหมู่ศิลปินในสหรัฐฯ และวงการศิลปินอเมริกันก็นับถือเขาว่าเป็นปรมาจารย์คนหนึ่งทีเดียว

        ยาซูโอะ คูนิโยชิ เกิดในเมืองโอคะยามา ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2432 อพยพไปอยู่อเมริกาเมื่ออายุ 17 ปี เข้าศึกษาศิลปะที่ Los Angeles School of Art and Design เขาได้รับรางวัล Guggenheim Fellowship เมื่อปี 2487 เขาเคยสอนที่ Art Students League of New York ในรัฐนิวยอร์ก

        ผลงานที่ได้รับความนิยมและชื่นชอบของเขาจะเป็นงานประเภท ภาพวาด ภาพถ่ายของใช้ประจำวันและภาพนักแสดงละครสัตว์สาว เขาเสียชีวิตในนิวยอร์กเมื่อปี 2496

        ความที่เขาเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ความเห็นของเขาในกระบวนการคิดสร้างสรรค์จึงน่าสนใจ ฉบับนี้ขอคัดมาให้อ่านกัน เพื่อเรียก "น้ำย่อย" ในการคิดสร้างสรรค์ แม้ผู้อ่าน Go Training ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ศิลปินโดยอาชีพ แต่ข้อคิดของ ยาซูโอะ คูนิโยชิ คงให้บรรยากาศของการดิ้นรนในทางความคิดและเทคนิคการสร้างสรรค์งานศิลป์ เฉกเช่นเดียวกับการผลิตภัณฑ์ใหม่หรือแสวงหาแนวทางในการทำการตลาด


        ลองสัมผัสกับข้อเขียนสั้นของเขาดูครับ

    ในปี 2498 และ 2471 หลังจากภาพของผมเริ่มขายได้ เราก็เดินทางไปต่างประเทศกัน ที่นั่นผมเลื่อมใสและศึกษางานชิ้นเอกเก่า ๆ จึงเดินทางตะลอนไปเพื่อให้ได้เห็นงานเหล่านั้น ผมประทับใจกับศิลปินร่วมสมัยในฝรั่งเศส โดยเฉพาะกับความเข้าใจอันหลักแหลมในการใช้สื่อของพวกเขา ผมตื่นตากับสิ่งต่าง ๆ ที่เห็น แต่ทั้งที่ได้รับคำชักชวนทั้งในส่วนของปาสซิน (Pascin) และจากเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ขอให้อยู่ที่ฝรั่งเศสนานกว่านั้น ผมกลับดีใจอย่างล้นเหลือที่ได้เดินทางกลับนิวยอร์ก ผมพบว่าผมเลื่อมใสมากในจิตรกรฝรั่งเศสหลายคน ที่นี่มีแต่ศิลปินเล็ก ๆ อยู่มากมาย แต่มีจิตรกรแท้ ๆ อยู่เพียงไม่กี่คน ส่วนที่นั่นมีจิตรกรระดับเทพอยู่มากแล้ว

        การเดินทางครั้งนั้นก่อให้เกิดแรงกระตุ้นอย่างมหาศาล ขยายมุมมองและวิสัยทัศน์ของผมกว้างออกไปมาก แทบทุกคนที่คนละฝั่งมหาสมุทรนั้นวาดภาพจากสิ่งที่เป็นแบบโดยตรง บางอย่างผมไม่เคยทำมาเลยตลอดเวลาหลายปี มันออกจะยากสักหน่อยที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการของผม เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรผมวาดรูปเกือบทั้งหมดจากจินตนาการและความทรงจำในอดีตเท่านั้น

        ตลอดหลายปีในการเขียนภาพ ผมชินกับการเริ่มงานของผมจากสภาพความเป็นจริงที่อยู่เบื้องหน้า แล้วผมก็วาดรูปขึ้นมาโดยไม่ต้องมีแบบมาเป็นเวลาอันยาวนาน ใช้การผสมผสานความจริงกับจินตนาการ

        ผมเคยมีความรู้สึกในการวาดภาพจากแบบโดยตรง ซึ่งดูจะให้ผลเหมือนจริงมากเมื่อมองครั้งแรก แต่เมื่อความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น ผมก็จงใจทำลายสิ่งที่ผมทำมันจนเสร็จทิ้งไป แล้ววาดมันขึ้นมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก พูดอีกอย่างก็คือ ผมไม่เชื่ออะไรที่ได้มาง่าย ๆ จนกระทั่งผมกลั่นกรองและสร้างความชัดเจนให้มันมากพอ ผมจะรู้ได้ในตอนนั้นว่าผมยังมีบางอย่างมากกว่าความเหมือนจริง

        คำหนึ่งที่ผมใช้บ่อย ๆ คือคำว่า "รู้สึกได้" ความหมายซึ่งผมพยายามใส่ลงไปในภาพเพื่อให้คนอื่นเข้าใจ สำหรับผมมันหมายถึงให้ตระหนักรู้ถึงความจริง อย่างเช่น เมื่อผมวาดภาพพื้นห้องผมก็ต้องการให้มันเป็นพื้นห้อง ไม่ว่าผมวาดรูปสิ่งใด ผมต้องพยายามรู้ถึงความสัมพันธ์ของมันทีละจุด ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสิ่งนั้น และทำนองเดียวกันคือทีละจุด ๆ ต้องรู้ความสัมพันธ์ระหว่างของสิ่งนั้นกับพื้นหลัง เพื่อทำให้สิ่งนั้นคงอยู่ได้ในที่นั้น

        ความคิดเห็นต่อวัตถุหรือความเป็นจริงยังไม่เป็นสาระสำคัญที่เพียงพอต่อการแสดงออกสมบูรณ์ ศิลปินแต่ละคนจะต้องเผชิญกับพลังทั้งหลายของธรรมชาติ แล้วก่อมันเข้าด้วยกันด้วยประสบการณ์เพื่อสร้างเรื่องราวขึ้นมา เรื่องราวนั้นจะมีการแสดงออกต่าง ๆ กันไป ขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่

        ผมใช้เวลาวาดรูปจากวัตถุอยู่นานทั้งที่ผมไม่เคยจัดภาพให้มันมีขนาดเล็กลง ไม่ว่าผืนผ้าใบที่ผมใช้ทำงานจะต้องมีขนาดใหญ่โตเพียงใดก็ตาม ผมเริ่มวาดลงบนผืนผ้าใบ ทำงานลงสีอย่างพิถีพิถันในตอนแรก จนกระทั่งทำภาพร่างที่บ่งบอกถึงสิ่งนั้นได้ วิธีนี้ทำให้ผมสามารถลงสีต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องมีวัตถุสิ่งนั้นอยู่ตรงหน้าผม

        เมื่อเวลาผ่านไป สีสันต่าง ๆ จะให้ความหมายใหม่ขึ้นมา ผมไม่ได้ใช้สีหลายสีเหมือนอย่างที่ผมเคยทำ แต่พยายามใช้ความละเอียดแม่นยำในการลงสีมากขึ้น ในความสัมพันธ์กับสี เพื่อสร้างให้เกิดสีสันมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้สีหลายสี อย่างเช่นความสว่างผมก็สร้างสีเข้ม ๆ เขียนทับลงไปบนสีอ่อน ผมเชื่อการใช้กระจกในการทำให้เห็นความลึกและความโปร่งของสี

        ผมชอบเริ่มงานกับผืนผ้าใบให้มากที่สุดเท่าที่ผมทำได้ในช่วงฤดูร้อน ผมจะหอบหิ้วมันไปด้วยจนถึงจุดหนึ่งที่ผมจะเริ่มต้นทำงานกับมันใหม่อีกครั้ง ซึ่งปกติจะกลับไปที่นิวยอร์กในฤดูหนาว นั่นแปลว่าเวลาผ่านไปแล้วหกเดือนนับจากตอนแรกที่ผมเริ่มงานกับผืนผ้าใบ ด้วยเหตุนี้บางครั้งผมจึงมีผ้าใบไปกับผมด้วยเป็นสิบ ๆ ผืน ผมไม่เคยลงสี แม้แต่ในส่วนเล็ก ๆ หากยังมีบางอย่างต้องเปลี่ยนแปลง ไม่เช่นนั้นผมคงต้องขูดลอกผ้าใบแล้ววาดใหม่อยู่เป็นประจำ

        มีปัญหาในการทำงานมากมายที่รุมเร้าตัวศิลปิน จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ศิลปินแต่ละคนก็พยายามแก้ปัญหาของเขา ล่าสุดผมมาถึงขั้นที่ต้องหยิบยกปัญหาขึ้นมาอย่างจริงจัง แล้วพยายามแก้มัน อย่างเช่นผมสนใจเรื่องการลงสีวัตถุสีเข้มในความมืด เพื่อดำเนินงานนี้ให้ประสบผลสำเร็จด้วยดี มันอาจต้องใช้เวลาหลายปี อย่างไรก็ดี ทันทีที่มันบรรลุความพอใจของผม มันจะผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของตัวผม ทำให้ผมสามารถเดินหน้าต่อไปสู่ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งได้

ธัญญา ผลอนันต์