การเล่น



ดร.สจ๊วต บราวน์


สัญลักษณ์ของ
National Institute for Play
        ผู้ที่ปลุกกระแสการเล่นในทศวรรษที่ผ่านมาน่าจะต้องยกให้ ดร.สจ๊วต บราวน์ (Stuart Brown) นายแพทย์ นักจิตแพทย์ และนักวิจัยเชิงประจักษ์ชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกการวิจัยเรื่อง “การเล่น” ผู้ก่อตั้งสถาบันการเล่นแห่งชาติ (ในสหรัฐอเมริกา - National Institute for Play) และเป็นผู้ที่ยึดเอาการเล่นเป็นอาชีพ เขาศึกษาเรื่องผลของการเล่นที่มีต่อมนุษย์และสัตว์ ข้อสรุปของเขาก็คือ “การเล่นจำเป็นต่อคนเราพอ ๆ กับอ็อกซิเจน” และ “การเล่นเป็นพลังธรรมชาติที่ทรงพลานุภาพ ที่จะมีส่วนช่วยกำหนดชะตากรรมความอยู่รอดของมนุษยชาติ”

        ดร. บราวน์ ศึกษาประวัติการเล่นของผู้คนนับพัน ๆ ตั้งแต่ฆาตกรไปจนถึงผู้ได้รับรางวัลโนเบล เขาค้นพบว่า การเล่นเป็นวิถีทางที่มนุษย์เรียนรู้สู่การอยู่กันเป็นสังคม เริ่มตั้งแต่ปฏิสัมพันธ์ ลูกทารกเล่นกับแม่ ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่าคู่ผัวตัวเมีย และเพื่อนร่วมงาน

        ดร. บราวน์ ยังชี้ให้เห็นอีกว่า การเล่นช่วยให้สมองพัฒนา และนำไปสู่ความเที่ยงตรง ยุติธรรมและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น งานและการเล่นหนุนช่วยและเกื้อกูลกัน (เฉกเช่น “หยินกับหยาง”) การเล่นยังเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต เขาถึงกับฟันธงว่า “คนขี้เล่นมีสุขภาพดีกว่าคนไม่เล่นอะไรเลย”

        เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยที่ ดร. บราวน์ นำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวที่เชิดชูเรื่องการเล่นในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เรื่องราวของหมีขั่วโลกเหนือไปจนถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทใหญ่ ๆ และยังแนะนำให้เราย้อนยุคกลับไปนำเอา “การเล่น” กลับมาสู่ชีวิตของเราอีกครั้ง และให้เราหมั่นใช้เวลากันคนขี้เล่น และเลิกคิดว่าผู้ใหญ่เล่นเป็นเรื่องไร้สาระและน่ารังเกียจ

        ดร. บราวน์ พบว่าการเล่นไม่เพียงแต่ทำให้สนุกสนานและออกกำลังกายเท่านั้นแต่ยังมีผลอย่างมากกับการพัฒนาการและปัญญาของมนุษย์ด้วย เขากล่าวว่า อารมณ์ขัน เกม การหยอกล้อ เกี้ยวพาราสีและการฝันเฟื่อง ไม่ใช่เพียงเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น การเล่นในวัยเด็กของเรามีส่วนทำให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและเฉลียวฉลาด และหากเล่นต่อไปในวัยอื่นก็จะทำให้ยังคงมีความสุขและฉลาดต่อไปได้

        ปัจจุบัน ดร.สจ๊วต บราวน์ ยังคงทำงานวิจัยเรื่องการเล่นอย่างต่อเนื่องที่ National Institute for Play แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ความสนใจเรื่องการเล่นของ ดร.บราวน์ เริ่มจากการศึกษาฆาตกร แล้วพบว่าประวัติฆาตกรหลายรายบ่งบอกคล้าย ๆ กันว่า สมัยเด็กไม่เคยได้เล่น

       

        จากนั้นเขาก็สัมภาษณ์ผู้คนอีกนับพันเพื่อสืบค้นความสัมพันธ์ของการเล่นกับความสำเร็จในอนาคต เท่านั้นยังไม่พอ เขาขอความร่วมมือกับ National Geographic Society และเจน กูดดอลล์ (Jane Goodal)l เพื่อสังเกตการณ์สัตว์ป่าตามธรรมชาติ และก็ได้ข้อสรุปว่าการเล่นนั้นเป็นพฤติกรรที่ผ่านวิวัฒนาการเพื่อการอยู่ดีอยู่รอดในสัตว์ที่มีความฉลาดเหนือกว่าสัตว์อื่น ๆ ดร.สจ๊วต บราวน์ มุ่งที่จะพัฒนาการศึกษาเรื่องการเล่นของมนุษย์ให้เป็นศาสตร์ เพื่อช่วยให้ผู้คนทั่วโลกได้สนุกสนานและมีส่วนร่วมในการเล่นกันตลอดชีวิต

        National Institute for Play ของเขาเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อนำความตระหนักรู้ แนวปฏิบัติและข้อดีของการเล่นไปสู่ผู้คนในวงกว้าง ลองมาฟังวัตถุประสงค์ของ National Institute for Play กัน : “รวบรวมงานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์การเล่นนักเล่น และริเริ่มโครงการที่จะขยายความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ที่ได้จากวงการแพทย์เรื่องการเล่นของมนุษย์ แล้วแปลงองค์ความรู้ที่กำลังเพิ่มพูนมากขึ้นนี้ไปสู่สังคมในวงกว้าง”

        ลองอ่านบทสัมภาษณ์คุณหมอ สจ๊วต บราวน์ ขี้เล่นคนนี้ดูบ้าง

        คำถาม : คุณรู้ได้อย่างไรว่าการเล่นเป็นเรื่องใหญ่ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่
        ดร. บราวน์ : ในสายงานวิชาชีพ ผมได้เจาะลึกลงไปในชีวประวัติของผู้คนกว่าหกพันคน เพื่อดูว่าคนเหล่านี้มีประสบการณ์ในการเล่นอย่างไรในช่วงชีวิต และผมการศึกษาก็บ่งชี้ออกมาอย่างชัดเจนว่าการเล่นสำคัญกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่อย่างเหลือล้น ผมเริ่มคิดถึงบทบาทการเล่นกับชีวิตมนุษย์ เมื่อผมศึกษาเรื่องฆาตกรชายในเท็กซัส

        ต่อมาผมศึกษาเรื่องบุคคลที่สร้างสรรค์และประสบความสำเร็จอย่างสูง ก็เห็นถึงความแตกต่างอย่างเด่นชัด คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมีประสบการณ์ในการเล่นอย่างล้นเหลือ แล้วยังสรุปได้อีกว่าการเล่นยังส่งผลกระทบไปถึงสุขภาพกายและใจของทั้งเด็กและผู้ใหญ่อีกด้วย เด็กที่อดเล่นอย่างสุดขั้วจะส่ออาการมากมาย มีหลักฐานทำให้เชื่อได้ว่าอาการจะสั่งสนทางด้านการเรียนรู้ในการควบคุมอารมณ์ สมรรถนะเชิงสังคม ความสามารถในการหายโกรธ คลายทุกข์ และคงความกระหายใคร่รู้ไว้ได้ รวมไปถึงสิ่งดี ๆ ในชีวิตที่สั่งสมมาจากการพัฒนาการเล่นอย่างถูกต้องและหนักแน่นพอ

        ในทำนองเดียวกัน ผู้ใหญ่ “เลิก” เล่นแบบสมัยวัยรุ่น และไม่ได้เล่นจะออกอาการคับแคบทางสังคม อารมณ์และการเรียนรู้ และไม่สามารถรับมือกับความเครียดได้ ทังยังปล่อยให้ภาวะซึมเศร้าคุกลุ่นอยู่อย่างยาวนาน

        ในมุมมองของวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ผลงานวิจัยบ่งชี้ออกมาว่า “การเล่นเป็นปัจจัยชีวภาพที่สำคัญ” หลักฐานที่บ่งชี้เช่นนี้ก็คือ พลังที่กระตุ้นในเล่นอยู่ในส่วนกลางของสมองที่เก่าที่สุด - นั่นคือ “ก้านสอง ซึ่งเป็นบริเวณที่สมองใช้ในเรื่องสัญชาติญาณดึกคำบรรพ์อื่น ๆ

        เราอาจจะพูดได้ว่า การเล่นเป็นปัจจัยสำคัญเชิงชีวภาพที่สมองยังคงรักษาไว้ตลอดวิวัฒนาการของเรา ปัจจัยสำคัญก็เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ข้อโต้แย้งที่หนักแน่นที่สุดก็คือ ในเรื่องความสำคัญของการเล่นก็คือ มนุษย์เราเอาตัวเข้าไปเกี่ยวในเรื่องการเล่นอย่างไร เช่น เล่นกล เล่นงาน เล่นการเมือง เล่นหวย เล่น ๆ เล่นคำ เล่นชู้ เล่นแชร์ เล่นตลก เล่นตัว เล่น

        เราเล่นเป็นชีวิตจิตใจอยู่ในภาษาอยู่แล้ว

        คำถาม : ในวัฒนธรรมของเรา เรื่องใดเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุดในมุมองของ “สุขภาพการเล่น”
        ดร. บราวน์ : ผู้ใหญ่มัก “ลืม” ไปแล้วว่าสมัยที่เป็นเด็กเวลา “เล่นอย่างอิสระ” เป็นอย่างไร และที่จริงแล้ว ผู้ใหญ่หลายคนก็แทบไม่มีโอกาสได้ “เล่นอย่างอิสระ” ด้วยซ้ำไป

        มาเริ่มกันตั้งแต่ก่อนวัยเรียน ธรรมชาติของเด็กวัย 3-5 ขวบ ที่ชอบหยอกเอินกับเพื่อนด้วยกำลัง (แบบที่ลูกเสือหรือลูกแมวเล่นไล่ตะปบและกัดกันเจ็บ ๆ แต่ไม่จริงจัง) จะถูกคุณครูและพ่อแม่ที่หวังดีห้ามปราม เพราะชอบที่จะเห็นนั่งนิ่ง ๆ สงบเสงี่ยมมากกว่ากอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน แบบนี้แหละคือ “เล่นอย่างอิสระ” ที่เราพบพานสมัยก่อนวัยเรียน

        เราต้องการ “สุขภาพการเล่น” ในช่วงก่อนวัยเรียน เพื่อให้ทั้งพ่อแม่และครูเตรียมอนุบาลและอนุบาลได้รับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างอันตรายอันเกิดจากการเล่นควบคุมไม่ได้ กับการเล่นตามปกติวิสัย เช่น ตีลังกา แผดเสียง ไล่จับไปจนถึงปล้ำกัน ตราบเท่าที่หนูน้อยเล่นกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทีเป็นมิตร การเล่นแบบกอดรัดฟัดเหวี่ยงก็ถือว่าเป็นสุขภาพการเล่นที่ดี

        ความตระหนักของครูและผู้ปกครองในคุณค่าของการเล่นอย่างอิสระ (ถูกกำกับดูแลเพียงเล็กน้อย) ในกลุ่มเด็กประถม ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องการความรับรู้และรอบรู้ “สุขภาพการเล่น” ที่มากขึ้น

        ครูควรใช้การเล่นในห้องเรียน เช่นเดียวกับพ่อแม่ควรใช้การเล่นเวลาช่วยลูกทำการบ้าน อย่าทำให้การเล่นเป็นงานหนักที่น่าเบื่อ การเล่นช่วยส่งเสริมความอย่างรู้อย่างเห็นอย่างชาญฉลาดได้จริง ๆ แล้วพิสูจน์ให้เห็นกันมาแล้วว่าช่วยให้ผลงานทั้งชีวิตดีขึ้นด้วย เฉกเช่น การพักน้อยอย่างถูกจังหวะระหว่างการดูหนังสือสอบ จะช่วยให้ผลการสอบดีขึ้น (เมื่อเทียบกับการดูหนังสือติดต่อกันนานโดยไม่หยุดพักเลย)

        แล้วพ่อแม่ทั้งหลายพึงสังวรว่า จงควบคุมความกระหายใคร่จะให้ลูกหลานใช้เวลาทุกนาทีของชีวิตวัยเด็กหรือวัยรุ่น ไปกับการขมมักเขม้นมุ่งมั่นที่จะทำคะแนนให้ได้ดี เพื่อจะได้เหนือคนอื่นเวลาสอบคัดเลือก ทุกช่วงเวลาที่พ่อแม่ลิขิตชีวิตลูก ก็จะเท่ากับการลดทอนปัญญาที่ลูกคุณมีอยู่ตามธรรมชาติให้ต่ำลงไปด้วย

ธัญญา ผลอนันต์