สนทนากับนักประสาทวิทยาขั้นเทพแห่งความจำ : เอริก แคนเดล



เอริกและภรรยาคู่ชีวิต


ทากทะเล
        นักประสาทวิทยาขั้นเทพ เอริก แคนเดล (Eric Kandel) แบ่งปันความคิดและภูมิปัญญาในเรื่อง ตำนานของฟรอยด์ ตำนานความจำและศักยภาพของยาวิเศษที่จะช่วยเพิ่มพลังสมอง

        เอริก แคนเดลเจ้าของรางวัลโนเบลปี 2543 ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์อีกสองคนคือ อาร์วิด คาร์ลสัน (Arvid Carlsson) ชาวสวีเดน แห่ง University of Gotherburg ประเทศสวีเดน และ พอล กรีนการ์ด (Paul Greengard) ชาวอเมริกัน ประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยรอกกีเฟลเลอร์ กรุงนิวยอร์ก ราชบัณฑิตสภาสวีเดนประกาศเกียรติคุณผลงานได้รับรางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ ทั้งสามคนว่า "เป็นผลงานการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามคน เกี่ยวกับการส่งถ่ายสัญญาณในระบบประสาท"

        อาร์วิด คาร์ลสัน และ พอล กรีนการ์ด เน้นกระบวนการส่งถ่ายสัญญาณระหว่างสมองกับอวัยวะต่างๆ หรือสมองสั่งการอวัยวะต่างๆ ผลงานสำคัญ คือ บทบาทของสารเคมี ชื่อ โดพามีน (Dopamine) ทำหน้าที่เป็นตัวรับส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท และการเดินทางของสารเคมีโดพามีนจากปลายเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์ประสาทหนึ่ง กระบวนการนี้เกิดขึ้นตรงบริเวณช่องว่าง ซินแน็ปส์ (Synapse) ระหว่างปลายเซลล์ประสาท

        ผลงานของเอริก แคนเดล เป็นเรื่องกลไกระดับโมเลกุล คือ โปรตีนกับความจำ ทำให้เกิดความเข้าใจในกลไก กระบวนการการเรียนรู้ ความทรงจำในสมองของมนุษย์และกลไกของความจำระยะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความทรงจำระยะสั้น (Short Term Memory) และความทรงจำระยะยาว (Long Term Memory)

        ผลการค้นพบของเอริก แคนเดล เรื่องกลไกการทำงานของสมองเมื่อเรียนรู้และจำ ได้มาจากการศึกษาสมองของทากทะเล (Sea Slug) ตัวเล็กๆ ซึ่งมีระบบประสาทแบบไม่ซับซ้อน แต่ช่วยให้เข้าใจระบบการเรียนรู้และความจำของสัตว์ที่มีสมองซับซ้อนกว่า ไปจนถึงสมองของมนุษย์ในที่สุด

        ทากทะเลที่เอริกและทีมงานใช้ทดลองคือตัว “กระต่ายทะเล” (sea hare) ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Aplysia Californicus ศึกษาแล้วพบว่าสมองจะรับข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นข้อมูลระยะสั้นก่อนโดย neurotransmitters แล้วจึงจะแปรข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นความจำระยะยาว โดยส่วนของสมองที่เรียกว่า hippocampus ซึ่งอยู่ที่บริเวณเหนือหูทั้งสองข้าง การค้นพบดังกล่าวนำไปสู่การผลิตยาใหม่ๆ ออกมาหลายตัวในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสมองทำงานด้านความจำได้ดีขึ้น และยังเชื่อว่าช่วยขจัดสาเหตุเบื้องต้นของโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย แม้ว่าสองโรคนี้จะไม่เกี่ยวกันก็ตาม นอกจากนั้น ก็ยังมียาตัวอื่นๆ อีก ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในระหว่างการทดลองใช้ (ดู Go Training ฉบับมกราคม 2552)

        ศาสตราจารย์เอริกพบว่าความจำและการเรียนรู้ต้องอาศัยเคร็บยีน เขาทดลองยับยั้งหรือหยุดการทำงานของยีนตัวนี้ในทากทะเล แล้วพบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในสมองของหอยทาก ทำให้หอยทากรับรู้อยู่ได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่จำระยะยาวไม่ได้ ดังนั้น ถ้าหากเราไม่มีความจำระยะยาว เราก็เรียนรู้อะไรไม่ได้มากไปกว่าทักษะง่ายๆ ดร.เอริกกล่าวว่า “การอบรมเลี้ยงดูเป็นสิ่งสำคัญมาก มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสมอง โดยทำงานผ่านธรรมชาติหรือพันธุกรรม”

        เอริก แคนเดลเริ่มศึกษาสาขาประวัติศาสตร์ก่อน แล้วมาต่อยอดด้วยวิชาจิตวิทยา แล้วจึงมาลงเอยที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “นักวิจัยเรื่องสมองที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษนี้” ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และนักวิจัยในสถาบันแพทย์โฮเวิร์ด ฮิวช์


        ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลกับสตีฟ อายาน (Steve Ayan) บรรณาธิการ Gehrim & Geist ซึ่งเป็นวารสารเรื่องสมองและเทคโนโลยีภาษาเยอรมัน

        ถาม : ท่านเห็นว่ามนุษยชาติและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เป็นคนละอาณาจักรหรืออยู่ในอาณาจักรเดียวกัน
        เอริก แคนเดล : ผมคิดว่าเป็นไปได้ครับ ชีววิทยาของความคิดจะเป็นหนึ่งในสะพานที่เชื่อมต่ออาณาจักรทั้งสองเข้าด้วยกัน แต่โชคไม่ดี ที่เดี๋ยวนี้คนจากต่างสาขาวิชาชีพไม่ค่อยจะได้พบปะพูดคุยกันมากเท่าใด อย่างเมื่อสมัยปลายศตวรรษที่ 19 การค้นพบ unconscious นั้นเป็นโครงการร่วมกันของนักวิทยาศาสตร์ ศิลปินและพวกนักเขียน คนอย่าง (นักเขียนและนายแพทย์) Arthur Schnitzler (จิตรกร) Gustav Klimt และ Egon Schiele และ (ศิลปิน กวีและนักเขียนบทละคร) Oskar Kokoschka มาแลกเปลี่ยนความคิดกับนักวิทยาศาสตร์ และปัญญาชนคนอื่น รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ในแวดวงวรรณกรรมด้วย
        ถาม : ท่านคิดว่าฟรอยด์เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่
        เอริก แคนเดล : จุดประสงค์ของฟรอยด์เป็นวิทยาศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่วิธีการของเขาไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ฟรอยด์พยายามพัฒนามุมมองแบบประสาทชีววิทยาของ mental apparatus จนถึงพ.ศ. 2437 แต่ในยุคนั้นองค์ความรู้ยังจำกัดอยู่ ฟรอยด์จึงล้มเลิกความคิดนี้ไป ฟรอยด์ก็ยังคงทำงานอย่างเป็นระบบต่อไป ความคิดของเขาขาดพื้นฐานทางการสังเกตหรือทดลองจากประสบการณ์จริง แต่ตามความคิดของผม ปัญหาของจิตวิเคราะห์มันเกิดมาจากรุ่นหลังๆ มากกว่า สานุศิษย์ของฟรอยด์ควรจะได้พยายามตรวจสอบเพื่อยืนยันทฤษฎี โดยใช้วิธีสังเกตหรือทดลองจากประสบการณ์จริง แต่ศิษยานุศิษย์กลับยึดฟรอยด์ราวกับเป็นศาสดา แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม เราก็ได้ประโยชน์จากความคิดแบบฟรอยด์อยู่ดี เช่น เขาได้ช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างพยาธิวิทยาทางจิตและสุขภาพจิตเข้าด้วยกัน เห็นว่ากลไกของจิตไร้สำนึกใช้ได้ทั้งสองกรณี

อ่านต่อ -->