คำให้การของแชมป์ความจำอเมริกา


        "ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารู้ เราไม่ควรเก็บไว้คนเดียว เราควรนำมาแบ่งปันกันมากกว่า ตำนานชีวิตของเราไม่น่าจะอยู่ที่ว่าเราทำเงินได้มากแค่ไหน (แม้ว่าจะได้มากก็จะยิ่งดีก็ตาม) หรือว่ามีบ้านหลังใหญ่โตแค่ไหน แต่น่าจะอยู่ที่ว่าในช่วงชีวิตเราได้ขยายผลดีให้กับผู้คนมากน้อยเพียงใด"

เดวิด โธมัส

        เดวิด โธมัส (David Thomas) แชมป์ความจำอเมริกาสารภาพว่า เขาก็เริ่มสนใจเรื่อง “ความจำ” จากรายการโทรทัศน์เหมือนคนอื่น “ผมเริ่มเข้าสู่วงการความจำ หลังจากชมรายการมนุษย์ผู้มีความสามารถในการจำอย่างเหลือเชื่อในรายการโทรทัศน์ มนุษย์คนนั้นก็คือ โดมินิก โอไบรน (Dominic O'Brien) สุดยอดนักจำตลอดกาล ผมก็ไม่ได้คิดว่าผมจะจำได้แม่นยำอย่างโดมินิก แต่ก็ลองหาซื้อหนังสือของโดมินิก มาฝึกจำแบบพื้นฐานดู ผมเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ที่อพยพมาจากภาคเหนือของอังกฤษ ไม่ได้เรียนระดับวิทยาลัย ถูกไล่ออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 16 และก็สอบเลื่อนตำแหน่งไม่ผ่านติดต่อกันมาหลายครั้ง”
        เทคนิคของโดมินิกใช้กับเดวิดได้ดีทีเดียว เขาเล่าว่า “ผมทำในเรื่องที่ดูเหมือนว่าไร้สาระและเป็นไปไม่ได้ ผมจำไพ่ได้ทั้งสำรับ ต่อมาก็จำได้สองสำรับแล้วก็สี่สำรับ ไปจนถึงสิบสำรับ เริ่มจำตัวเลขได้ 100 หลัก แล้วก็ 500 ไปจนถึง 1,000 หลัก จากนั้นผมก็อยากจะก้าวต่อไปในวงการนี้”

        “ผมรู้มาว่า เรมอนด์ คีน (Raymond Keene) นักเขียนคอลัมน์หมากรุกในหนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ก็อยู่ในวงการนี้ด้วย ผมก็เลยลองเขียนจดหมายไปถึงเขาดู ผมทึ่งมากที่เขาตอบจดหมายผมด้วย และแนะนำให้ผมติดต่อ “มูลนิธิสมอง” เดวิดเล่าต่อ มูลนิธิสมองเป็นองค์กรที่โทนี บูซาน (Tony Buzan) ผู้ประสิทธิ์ประสาท Mind Map ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนงานวิจัยและค้นคว้าเรื่องสมอง
               
        มูลนิธิสมองแนะนำให้เดวิดติดต่อกับเคร็กตัน คาร์เวโล (Creighton Carvello) เป็นตำนานในเรื่องของความจำอีกคนหนึ่ง สื่อสารมวลชนในอังกฤษเสนอเรื่องราวของเขาเป็นประจำในช่วงปี 2523-2532 ในฐานะผู้ทำลายสถิติในการจำไพ่และตัวเลข ซึ่งในสมัยนั้นเดวิดยังเป็นนักเรียนนุ่งกางเกงขาสั้นอยู่ ฟื้นความหลังว่า “ในสมัยนั้นโดมินิกก็ได้ชมรายการของ เคร็กตัน และเกิดแรงบันดาลใจจนเป็นตำนานในวงการความจำ แบบเดียวกับที่ โดมินิก เป็นแรงบันดาลใจของผม”

        และเดวิดก็ได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาความจำของเขาจากเคร็กตัน         จนทำให้เดวิดใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากซื้อหนังสือของโดมินิกมาฝึก เขาก็เข้าแข่ง World Memory Championships 1996 (พ.ศ. 2539)         เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ในการแข่งขันนัดนั้นคู่แข่งคนหนึ่งของเดวิดก็คือโดมินิก คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาเข้าสู่วงการทางอ้อมนั่นเอง

        ผลการแข่งขัดนัดนั้น เดวิด มาเป็นอันดับสี่ และได้คะแนนพอที่จะได้รับตำแหน่ง Grandmaster of Memory ซึ่งในพ.ศ.นั้นมีเพียงไม่ถึงสิบคน

        เดวิด เผยเคล็ดลับว่า “ประสบการณ์ที่สำคัญมากของผมก็คือ ผมไม่สามารถฝึกที่บ้านในบรรยากาศเดียวกับในสนามแข่งจริง ๆ ได้ เวลาผมฝึกที่บ้านผมหลับตาจำไพ่หนึ่งสำรับได้ในเวลา 60-90 วินาที แต่พอเข้าแข่งจริง ๆ ต้องใช้เวลาถึงสามนาที ผมจึงเป็นห่วงเรื่องนี้มาก และตั้งใจว่าปีถัดไปจะลงแข่งอีกและทำให้ดีขึ้น”

        แรงขับที่สำคัญของเดวิดคือ “สิ่งที่เลวร้ายก็คือ การมาเป็นที่ 4 คนอื่นคงดีใจแล้วที่ลงแข่งครั้งแรกก็มาเป็นที่ 4 แล้ว แต่มาพิจารณาดูคะแนน มาได้คะแนนที่สามเป็นส่วนใหญ่ในการแข่งทุกประเภท จะแพ้อยู่ไม่กี่ประเภทเอง ผมจึงเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น และรู้อยู่แก่ใจว่าที่สี่ไม่มีความหมายอะไรกับผมเลย ถ้าไม่ได้เป็นหนึ่งในสามก็อย่าแข่งเสียเลยจะดีกว่า ผมมันบ้าสุด ๆ ผมรู้ตัวว่าความปรารถนาที่จะสำเร็จของผมนั้นมันรุนแรงจนนั่งไม่ติด การค้นพบครั้งนี้มีผลต่อชีวิตของผมอย่างมาก”

        แม้ว่าเดวิดจะผิดหวังที่ไม่ได้ที่สามในการแข่งขันครั้งนั้น แต่ชีวิตเขาก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขากลายเป็นคนดังในสื่อต่าง ๆ ถูกสัมภาษณ์ทั้งหมด 350 ครั้งจากสื่อใน 112 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งปรากฏตัวในรายการยอดฮิต Oprah Winfrey Show ด้วย แม้กระทั่งหน่วยงานดับเพลิงยังเชิญให้เดวิดอบรมนักดับเพลิงอาวุโสอีกด้วย

        พอถึงปี 2540 เดวิดก็ชนะทอม โกรฟส์ ผู้ชนะเขาเมื่อปีก่อน เดวิดช่วงชิงตำแหน่งที่สามมาได้

        “ต่อมาปี 2541 ผมก็ได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊คว่าเป็นผู้ที่จำค่าของตัว Pi (p ) ได้จากการจำถึง 22,500 หลัก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม” เดวิดฟื้นความหลัง แต่ที่จริงถนนไปสู่ความสำเร็จของเดวิดก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องใช้เวลาถึงสองวันกว่าจะทำลายสถิตินี้ได้ เขาล้มเหลวติดต่อกันถึงหกครั้ง แต่ด้วยความมุ่งมั่นเขาก็ “ทำได้” ในครั้งที่เจ็ด เป็นการทำลายสถิติที่เคร็กตัน คาร์เวโลทำไว้ 20,013 หลักเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2523

        “รอบแรกผมทำได้เพียง 18,000 หลัก แล้วก็ผิดไปตัวหนึ่ง ต้องเริ่มต้นกันใหม่ คนส่วนใหญ่มักหมดความพยายามเมื่อทำไม่ได้ครบห้าครั้ง แต่ผมเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงมาก วันแรกผ่านไปแล้ว ผมก็ย้อนกลับมาทบทวนกลยุทธ์ที่ผมใช้ และดูว่ามันล้มเหลวตรงไหน แก้ไขปรับปรุงซะ จึงทำลายสถิติได้ ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับพลังในการฝึกฝนเทคนิคเป็นจอมทัพ ถ้ายังไม่ได้ผล ก็ต้องหันมาดูกลยุทธ์ที่ใช้ในตอนแรก”

        หลังจากนั้นชีวิตของเดวิดก็เปลี่ยนไป เขาลาออกจากงานดับเพลิง และผันตัวเองมาเป็นนักพูดมืออาชีพ เขายังเขียนหนังสืออีกสองเล่ม และเมื่อเดือนกันยายน 2550 หนังสือของเขาติดอันดับหนังสือขายดีของ The Sunday Times

        เดวิดสรุปว่า “ในส่วนตัวของผม การเป็นนักพูดนี้มันสุดยอดจริง ๆ ผมเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารู้ เราไม่ควรเก็บไว้คนเดียว เราควรนำมาแบ่งปันกันมากกว่า ตำนานชีวิตของเราไม่น่าจะอยู่ที่ว่าเราทำเงินได้มากแค่ไหน (แม้ว่าจะได้มากก็จะยิ่งดีก็ตาม) หรือว่ามีบ้านหลังใหญ่โตแค่ไหน แต่น่าจะอยู่ที่ว่าในช่วงชีวิตเราได้ขยายผลดีให้กับผู้คนมากน้อยเพียงใด ตัวผมเองก็เคยมืดแปดด้านในเรื่องความจำมาก่อน ตอนนี้รู้เคล็ดลับต่าง ๆ แล้ว ก็เป็นหน้าที่ ๆ จะแบ่งปันความรู้นี้กับคนอื่น ๆ”

        ปัจจุบันเดวิดได้รับ Green Card ของสหรัฐ ฯ เพราะเขามีความจำเป็นเลิศ และเข้าแข่ง 2007 US Memory Championships “ผมฝึกหนักเลย ถึงขนาดไปหาภาพยนตร์บันทึกการแข่งขันปีก่อนมาดู ซึ่งเคยออกอากาศทาง HDNet” และเดวิดก็ได้เป็น 2007 US Memory Champion

        เดวิดสรุปว่า “ในอนาคต ผมคงต้องยกระดับความจำของผมให้ถึงจุดที่เป็นบุคคลที่คนทั่วไปในสหรัฐฯรู้จักกันดีและพูดกันติดปากในเรื่องของความจำ และจากจุดนั้น ผมก็จะสามารถส่งอิทธิพลที่ดีได้อย่างเต็มพลัง ผมมีความสามารถหลายด้าน แต่ก็ไม่มีด้านไหนสำคัญมากไปกว่าทักษะในการเรียนรู้อย่างเร่งรัด (Accelerated Learning Skills) ที่จะนำไปใช้ในหลักสูตรการศึกษาระดับชาติให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ผมปรารถนาให้ตำนานชีวิตผมเป็นแบบนี้ ถ้าพนักงานดับเพลิงจากฮาวิเฟกซ์ทำได้ เขาก็จะตายตาหลับแล้ว”

        เรื่องราวของชนชั้นกรรมาชีพเกิดในอังกฤษ ชีวิตวัยเด็กที่รันทด แม่ติดเหล้า พ่อเลี้ยงวัยชราชอบทุบตีเขา ที่เรียนหนังสือแค่มัธยมสาม ทำงานเป็นพนักงานดับเพลิงที่สอบเลื่อนตำแหน่งไม่ได้สักทีอยู่สิบปี แต่ด้วยแรงบันดาลใจ ฝึกเทคนิคที่ใคร ๆ ก็ฝึกได้จากหนังสือราคาไม่กี่ร้อยบาท จนก้าวขึ้นมาเป็นนักพูดนักเขียนที่มีชื่อเสียง คงช่วยบันดาลใจให้ผู้อ่านเห็นว่า การฝึกตนเองสำคัญอย่างไร และผลพวงของมันนั้นหอมชื่นมากเพียงใด

        เก็บความจากบทความชื่อ “My Incredible Memory Journey” โดย David Thomas ในหนังสือ “The Mind Sport of Memory 2008 Yearbook” ของ Phil Chambers & Christopher Day

ธัญญา ผลอนันต์